เทศกาลในญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมหลากหลายมากและมีตำนานความเชื่อในเรื่องต่างๆมากมาย เราจะเห็นว่าสถานที่ต่างๆในญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยวัด รูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นทีนี่ เทศกาลในญี่ปุ่นนั้นมีมากมายหลาบเทศกาลซึ่งแน่นอนว่ามีเทศกาลนับไม่ถ้วนที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวและทำกันมาตั้งแต่อดีตนานมาแล้วสำหรับชาวญี่ปุ่น เทศกาลเซทซึบุน หรือ เทศกาลสิ้นสุดฤดูหนาวของญี่ปุ่น เทศกาลนี้จัดขึ้นทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นเทศกาลที่แสดงถึงการสิ้นสุดฤดูหนาวและจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้พลิและฤดูพืชพรรณที่งอกงามอีกครั้ง เทศกาลนี้มีการเดินขบวนและมีการโปรยถั่วอบภายในบ้านตามความเชื่อว่า สามารถขับไล่ผีร้ายออกไปได้ โดยผู้คนในบ้านจะขว้างปาถั่วอบตามบ้านของตนเอง วันเด็กผู้หญิง หรือ เทศกาลฮินะ จัดขึ้นทุกวันที่ 3 มีนาคม ของทุกปีเทศกาลนี้จัดขึ้นสำหรับเด็กผู้หญิงโดยการอธิษฐานขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เด็กผู้หญิงซึ่งเป็นลูกหลานภายในบ้านมีร่างกายที่แข็งแรงและเติบโตไปอย่างมีสุขภาพที่ดี โดยแต่ละบ้านมีการประดับตุ๊กตาฮินะ เรียงบนหิ้ง 7 ชั้นและเสริฟสาเกขาวด้วย รวมถึงมีการทำขนมคล้ายกับขนมเปียกปูนตามบ้านต่างๆด้วย วันเด็ก เหมือนกับวันเด็กของไทย แต่สิ่งที่แตกต่างคือ วันเด็กนี้จัดขึ้นให้กับเด็กผู้ชายคล้ายกับ วันเด็กผู้หญิง ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี ทั้งนี้เทศกาลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับเด็กผู้ชายตามบ้านต่างๆ ซึ่งหากบ้านไหนมีเด็กผู้ชายจะประดับหน้าบ้านด้วยตุ๊กตานักรบซามูไร เพื่อให้เด็กผู้ชายมีร่างกายที่แข็งแรงและสง่างามเหมือนนักรบ นอกจากนี้ตามบ้านยังประดับด้วยธงปลาคาร์พอีกด้วย

จังโกะนาเบะ อาหาร เพิ่มพลัง ชูโม่

จังโกะนาเบะ รู้จักกันว่าเป็นอาหารที่สืบทอดต่อกันมาในโลกแห่งวงการซูโม่ ที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ในสมัยเอโดะ โดยที่มาของชื่อเรียกนั้นมีหลากหลายทฤษฎีด้วยกัน อาทิ ทฤษฎีหนึ่งกล่าวไว้ว่าเป็นวิธีการปรุงอาหารอย่างหนึ่งที่ใช้หม้อแบบอาหารจีน ในภาษาจีนเรียกว่า chao guoและอีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าคนปรุงอาหารของนักซูโม่นั้นถูกเรียกว่า จัง เมื่อเติมความเอ็นดูสนิทสนมเข้าไปก็กลายเป็น จังโกะ ในที่สุด เดิมทีนั้นจังโกะนาเบะจะนำส่วนผสมต่างๆ ทั้งผัก เนื้อไก่ เนื้อปลา ลงต้มให้สุกในน้ำ หรืออีกวิธีคือต้มในน้ำซุป ซุปโครงไก่ ซึ่งถือเป็นสองรสชาติความอร่อย ในปัจจุบันมีร้านจังโกะนาเบะโดยเฉพาะที่เปิดกิจการโดยอดีตนักซูโม่เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถเพลิดเพลินกับรสชาติที่หลากหลายได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ที่เรียวโกกุ หรือเมืองซูโม่นั้นเป็นที่ตั้งของร้าน คาโป โยชิบะที่มีสนามประลองซูโม่หรือโดเฮียวตั้งอยู่ภายใน สถานที่แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สามารถลิ้มรสจังโกะนาเบะสุดพิเศษ ไปพร้อมๆ กับรับชมสนามโดเฮียวที่คลอด้วยเสียงเพลงประจำของซูโม่ดังไปทั่วทั้งร้าน ร้านแห่งนี้ที่ปรับโครงอาคารมาจาก มิยางิโนะเบยะ ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยเมจิ ทั้งยังได้รับช่วงต่อให้ใช้ชื่อ แชมป์ซูโม่ผู้ยิ่งใหญ่ โยโกซึนะ โยชิบะยามะ รุ่นที่ 43 นั้น นอกจาก น้ำซุปโชยุ ที่โดดเด่นด้วยการใช้ซุปกระดูกไก่ที่เคี่ยวนานกว่า 10 ชั่วโมง ยังมีน้ำซุปจังโกะนาเบะอื่นๆ ทั้ง น้ำซุปเกลือน้ำซุปมิโสะ และ น้ำซุปคารามิโสะ รวมเป็น 4 รสชาติความอร่อยให้เลือกลิ้มรสกันได้ สัมผัสรสชาติที่ซึมซับด้วยประวัติศาสตร์ และความอร่อยของอาหารที่สืบทอดต่อกันมาของซูโม่ที่จะช่วยสืบสานกีฬาของชาติอย่างซูโม่ต่อไป […]

ราเม็ง เมนูเด็ดแดนอาทิตย์อุทัย

ราเม็ง เป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ราเม็งมักจะทานคู่กับ เนื้อหมู สาหร่าย คะมะโบะโกะ ต้นหอม และบางครั้งจะมีข้าวโพด ราเม็งมีการปรุงรสแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น เช่นในเกาะคีวชู ต้นกำเนิดของทงโคสึราเม็ง ราเม็งซุปกระดูกหมู หรือในเกาะฮกไกโด ต้นกำเนิดของมิโซะราเม็ง ราเม็งเต้าเจี้ยว ในประเทศตะวันตก คำว่า ราเม็ง รู้จักในความหมายถึง บะหมี่สำเร็จรูปในประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ว่า โทะกุงะวะ มิสึกุนิ ขุนนางใหญ่ได้รับประทานราเม็งในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในช่วงยุคเมจิ ที่มาของราเม็งเชื่อว่ามาจากประเทศจีน ถึงแม้ว่าไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้แน่ชัด สมมุติฐานหนึ่งคือคำว่า ราเม็ง มาจากภาษาจีน ลาเมียน ที่มีความหมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด หรือคำอื่นๆ ที่ออกเสียงใกล้กัน ในยุคเมจิ ราเม็งถูกเรียกว่า ชินะโซบะซึ่งหมายถึงปาล์มราเม็ง โซบะจีน ต่อมาชาวจีนได้เริ่มมีการขายราเม็งตามรถเข็นพร้อมกับขายเกี๊ยวซ่าพร้อมกัน และมีการเป่าคะรุเมะระเพื่อเรียกลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันได้มีการอัดเป็นเทปเปิดแทน ราเม็งอีกหนึ่งเมนูอาหารยอดฮิตที่หาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น มีมากมายหลากหลายชนิดเพราะคนญี่ปุ่นเองก็ได้มีการคิดค้นพัฒนาเมนูใหม่ๆขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา แต่น้ำซุปของราเมงชนิดหลักๆและพบเห็นบ่อยๆมีอยู่ 4ชนิดด้วยกัน วันนี้เรามาทำความรู้จักกับน้ำซุปราเม็งกันดีกว่าค่ะ จะได้เลือกถูกเวลาเข้าร้านราเม็ง ได้แก้ ราเม็งซุปโชยุ ,ราเม็งซุปมิโซะ ,ราเม็งซุปกระดูกหมู , ราเม็งซุปเกลือ

ซูชิ ข้าวปั้น ญี่ปุ่น

ซูชิ หรือ ข้าวปั้นมีหน้า เป็นอาหารญี่ปุ่น ที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชูและมีหน้าแบบต่างๆเป็นหน้า ที่นิยมได้แก่ อาหารทะเล ผัก ไข่ เห็ด เนื้อที่นำมาใช้อาจจะเป็นเนื้อดิบ หรือ เนื้อที่ผ่านกระบวนการทำอาหารแล้ว สำหรับในประเทศอื่น และซูชิส่วนใหญ่มักใส่วาซาบิ บนข้าวเพื่อให้ได้ความอร่อยมากยิ่งขึ้น ซูชิ หมายถึง การรวมกันระหว่างปลากับข้าว ซูชิมีวิวัฒนาการมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วซึ่งเกิดจากความต้องการถนอมอาหารของคนญี่ปุ่น ซูชิ คือ เมนูที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างข้าวหมักน้ำส้มสายชูและอาหารทะเล โดยปกติแล้วจะหมายถึง เอโดะมาเอะซูชิ ซึ่งก็คือเมนูท้องถิ่นของเอโดะ โตเกียวสมัยก่อน ที่มีต้นกำเนิดใน สมัยเอโดะ ตามชื่อของมันนั่นเอง ซูชิมีมากมายหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น นิกิริซูชิ มากิซูชิ และ จิราชิซูชิ เป็นต้น เดี๋ยวเราจะมากล่าวถึงกันต่อไปในบทความเนอะ ช่วงหลังสงคราม เมนูซูชิมักจะมีภาพลักษณ์ว่าเป็นอาหารชั้นสูงก็จริง แต่หลังย่างเข้าสู่ปี 80 เมนูซูชิก็เริ่มกลายเป็นเมนูใกล้ตัวมากขึ้นจากการที่มีธุรกิจใหม่ๆเกี่ยวกับซูชิเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ร้านซูชิแบบซื้อกลับบ้านหรือร้านซูชิหมุน เป็นต้น แถมในปัจจุบันก็มีการจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย โดยทำมาจากวัตถุดิบหลากหลายประเภท เช่น […]

โซะบะเมนูดังของคนญีปุ่น

โซะบะ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้ความนิยมชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งบักวีต ไม่ใช่แป้งสาลี มีลักษณะเป็นเส้นยาว สีน้ำตาล โดยที่โซะบะถือว่าเป็นอาหารประจำชาติของทางญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้เห็นได้จากละครซีรี่ย์หรือแม้แต่การ์ตูนของญี่ปุ่นส่วนใหญ่โซะบะมักจะเป็นอาหารโปรดของตัวละครหลักๆในเรื่องนั้นชอบและทุกวันนี้โซะบะสามารถเป็นที่รู้จักของคนเกือบทั้งโลกมีขายอยู่หลายประเทศสำหรับประเทศไทยสามารถหากินได้ง่ายมาก โซบะ คือ เมนูขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงอาหารที่ทำโดยการนำเมล็ดโซบะมาบดเป็นผง ผสมน้ำ นวดเป็นแผ่น ตัดเป็นเส้นเรียวยาว และนำไปต้มรับประทานคนญี่ปุ่นรับประทานโดยจิ้มเส้นกับ โซบะทสึยุ หรือน้ำสต็อกที่สกัดมาจากปลาโอแห้งหรือสาหร่ายคอมบุและปรุงรสด้วยโชยุโซะบะ นิยมรับประทานทั้งแบบเย็น จุ่มกับซอส และแบบร้อน ในน้ำซุป ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีนำเส้นโซะบะไปประกอบอาหารนั้นนอกจากนี้ ในประเทศญี่ปุ่นเอง ยังนิยมเรียกอาหารเส้น ที่เป็นเส้นขนาดเล็กว่า โซะบะ อีกด้วย ซึ่งต่างจาก อุด้ง ซึ่งมีลักษณะเส้นหนา ทำจากแป้งสาลี โซะบะถูกขายอยู่ในหลากหลายสถานที่ ตั้งแต่ในร้านอาหารจานด่วนราคาถูกตามสถานีรถไฟต่างๆ จนกระทั่งร้านอาหารหรูหราราคาแพง นอกจากนี้ เส้นโซะบะยังมีขายแบบเส้นแห้ง และบะหมี่สำเร็จรูป ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วยในประเทศไทย มักเรียกเส้นบะหมี่ฮกเกี้ยนซึ่งมีลักษณะเส้นใหญ่ หนา สีเหลืองว่า เส้นโซะบะ เนื่องจากร้านอาหารในประเทศไทยนิยมนำบะหมี่ชนิดนี้มาผัด คล้ายอาหารญี่ปุ่นที่เรียกว่า ยากิโซะบะ

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ

   ความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นต้นแบบของศิลปะ ภาพวาดต่างๆ ความเชื่อและตำนานเล่าขานสืบต่อกันมามากมาย เช่น ในช่วงปี พ.ศ. 1206 ยุคเมจิ มีนักบวชคนหนึ่งสามารถปีนขึ้นไปบนยอดเขาได้เป็นคนแรก โดยเชื่อว่าภูเขาฟูจินั้นเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ หากใครที่ปีนเขายอดเขาได้จะเป็นผู้ที่มีบุญและบารมี นอกจากนี้มีความเชื่อว่าห้ามให้ผู้หญิงขึ้นเขาเด็ดขาด ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นยอดเขาที่โด่งดังมากทั้งในวรรณกรรม โดยเห็นได้จากในงานเขียนหรือภาพวาดต่าง ๆ ซึ่งวรรณกรรมเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิที่โด่งดังที่สุดเป็นภาพวาดของ โฮะกุไซ ได้มีการตั้งกลอนเกี่ยวกับฐานทัพของทหารที่ตั้งฐานทัพบริเวณเชิงเขาฟูจิ รวมถึงภาพวาดคลื่นสึนามิที่โด่งดังที่สุด ซึ่งมีภูเขาไฟฟิจิประกอบในภาพวาดด้วย ตามตำนานยังกล่าวอีกว่า ภูเขาไฟฟูจินั้นคือสถานที่กักขังปีศาจต่างๆ โดยเชื่อว่าเมื่อภูเขาไฟฟูจิระเบิดจะทำให้เหล่าปีศาจออกมาอาละวาดฆ่าผู้คน ซึ่งตำนานดังกล่าวถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Zakuyaออกฉายในปี 2001 รูปแบบของภูเขาไฟฟูจินั้นมีแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินต่างๆตลอดจนวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เป็นจุดโยงระหว่างศาสนาและธรรมชาติไว้ด้วยกัน ผู้คนต่างๆให้ความสำคัญต่อธรรมชาติรอบเชิงภูเขาไฟ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการวาดภาพเขียนเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิซึ่งเชื่อมโยงไปถึงวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น เมื่อภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาจึงทำให้เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนจำนวนมาก นั้นจึงทำให้ภูเขาฟูจิกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและโด่งดังจนถึงปัจจุบันนี้

ภูเขาไฟฟูจิ จุดเด่นของญี่ปุ่น

   สถานที่แห่งหนึ่งที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นคือ ภูเขาไฟฟูจิ(Mt.fuji)หรือเรียกอีกชื่อว่า ฟูจิซัง (Fuji-san)หรือบางคนเรียกว่า ฟูจิยะมะ เป็นภูเขาไฟที่สวยงามที่สุดของญี่ปุ่น ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นมีความสูงประมาณ 3,776 เมตร ตั้งที่อยู่ในจังหวัด จังหวัดชิซุโอะกะและจังหวัดยะมะนะชิ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงโตเกียวราวๆ 80 กิโลเมตร สามารถมองเห็นได้จากโตเกียว และวัดอาซากุซะ ความสวยงามของภูเขาไฟนี้คือ ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลสาบอย่าง ทะเลสาบโมะโตะซุ และทะเลสาบอีก 4 แห่งบริเวณรอบภูเขาไฟ ฟูจิ เป็นภูเขาไฟประเภทกรวยภูเขาไฟสลับชั้น เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท ระเบิดครั้งล่าสุดราวปี ค.ศ. 1707 นักธรณีวิทยาเชื่อว่าฟูจิ โอกาสที่ฟูจิจะระเบิดอยู่ในระดับการปะทุต่ำ ภูเขาไฟฟูจิ ได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกในวันที่ 22 มิถุนายน 2014 จัดขึ้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยภูเขาไฟฟูจิถูกจัดให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งที่มาของความบันดาลใจทางศิลปะธรรมชาติ ฟูจิ มีความสวยงามไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลไหน มีความสวยงามตลอดปีโดยจะสวยที่สุดคือช่วง ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ยอดเขาจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนในช่วงฤดูร้อนหิมะบนยอดเขาจะละลายแต่บริเวณด้านล่างจะเป็นทุ่งดอกไม้สวยงามในช่วงเดือนเมษายน ถึง มิถุนายนของทุกปี จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมความสวยงามเป็นจำนวนมาก ฟูจิสามารถชมความงามได้ตลอดทั้งปี โดยความสวยงามจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงฤดูกาล  

วัดเซ็นโซ วัดที่สวยงามแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

   บริเวณเขตเมืองโตเกียวมีวัดแห่งหนึ่งที่มีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมาก รวมถึงเป็นวัดที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมที่บอกถึงศิลปะความงามที่ก่อสร้างโดยคนญี่ปุ่นในสมัยนั้น วัดเซ็นโซ หรือ เป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า วัดอาซากุซะ ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่และมีความสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว สันนิฐานว่าวัดแห่งหนึ่งถูกสร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 628 – 630 ตามความเชื่อและเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์คันนง โดยชาวประมงพี่น้อง 2 คน ชื่อว่า ฮิโนคุมะ ฮามานาริ และฮิโนคุมะ ทาเคนาริ ซึ่งหาปลาไม่ได้เลยสักตัว พวกเขามักหาปลาบริเวณแม่น้ำสุมิ ต่อมาพวกเขาอธิฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้เพื่อนำไปทำเป็นอาหารเย็น พอพวกเขาเหวี่ยงแห่ลงน้ำ สิ่งที่พวกเขาได้คือพระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิมทองคำ ความสูงราว 5 นิ้ว พวกเขาจึงนำไปมอบให้แก่หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเขาจึงร่วมมือกันสร้างวัดขนาดเล็กขึ้นและนำพระพุทธรูปนี้มาประดิษฐานในวัดแห่งนี้ เมื่อมีคนเข้ามากราบไหว้ และอธิษฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะสมความปรารถนาเสมอ จนกลายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเคารพศรัทธามาก ข่าวนี้เริ่มแพร่กระจายออกไปเหล่าไซมูไร และชาวบ้านจากที่อื่นเดินทางเข้ามากราบไหว้ขอพรและมักจะได้สิ่งสมความปรารถนาเสมอๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่กวนกิมในวัดอาซากุซะนั้นเป็นที่กล่าวถึงเป็นวงกว้างของญี่ปุ่น ล่ำลือไปถึงเหล่าโชกุนจึงมีการก่อสร้างตั้งเติมอาคารหลังใหม่ขึ้นในเวลาต่อมา ในปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมาเที่ยวชมความงามของวัดแห่งนี้จำนวนมากในแต่ละปี

ภูมิศาสตร์โตเกียว

   เมืองโตเกียว เป็นเมืองที่มีความหลากหลายมาก โดยทางภูมิศาสตร์เมืองโตเกียวตั้งอยู่บริเวณที่ราบคันโต บนเกาะฮอนชู ของญี่ปุ่น มีเนื้อที่ติดกับอ่าวโตเกียวขนาด 90 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะต่างๆโดยรอบเมือง โตเกียวนั้นถือว่าอยู่ประมาณภาคกลางของประเทศที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่หลากหลายทั้งในฤดูกาลต่างๆ ในราวเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน โตเกียวมักจะได้รับผลกระทบจากมรสุม พายุไต้ฝุ่น ซึ่งโตเกียวมักได้รับความเสียหายจากพายุดังกล่าวในทุกปี ทางตะวันออกของโตเกียวเป็นที่ราบตะกอนน้ำพา เช่นบริเวณปากแม่น้ำซุมิดะ แม่น้ำเอะโดะเป็นบริเวณที่พื้นดินค่อนข้างอ่อนจึงทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดิน เช่นเดียวกับพื้นที่ของกรุงเทพฯ การก่อสร้างมักจะต้องถมพื้นที่และได้รับผลกระทบจากพื้นดินทรุดตัวบ่อยครั้ง ในยุคเอะโดะนั้นมีการถมดินเพื่อขยานพื้นที่ของเมืองให้กว้างขึ้น และมีการถมพื้นดินเพื่อใช้ในการกำจัดขยะในปี 1927 ทำให้พื้นที่ของอ่าวโตเกียวนั้นมีลักษณะแคบลงเมื่อกว่าเดิม ในปัจจุบันประมาณร้อยละ 20 ของอ่าวโตเกียวกลายเป็นพื้นที่ถูกถม พื้นที่ของเมืองโตเกียวตั้งอยู่ในแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวซึ่งก่อเกิดแผ่นดินไหวระดับปานกลางถึงรุนแรง มีการคาดว่าพื้นที่ของเตียวนั้นหากเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 ขึ้นไปอาจก่อความเสียหายมหาศาลเนื่องจากพื้นที่ดินอ่อน และพื้นที่ทับถม ในอดีตเมืองนี้เคยประสบแผ่นดินไหวมานับไม่ถ้วนตั้งแต่ยุคเอะโดะ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน นอกจากนี้ภูมิอากาศของโตเกียวนั้นหากแบ่งตามเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปนนั้น เมืองเตียวโกจะมีลักษณะแบบชุ่มชื้นกึ่งร้อน ความร้อนนั้นเป็นผลมาจากภูเขาไฟในบริเวณ หมู่เกาะอิซุ ซึ่งมีภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ยังครุกครุนอยู่มาก ภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงคือ ภูเขาไฟโอะยะมะบนเกาะมิยะเกะซึ่งระเบิดครั้งล่าสุดในปี 2000

ประวัติศาสตร์โตเกียว

  เดิมทีเมืองโตเกียวยังไม่ได้เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นซึ่งเดิมคือ เกียวโต เป็นเมืองหลวงเก่า ในช่วงปี 1800 โตเกียวถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เอะโดะ ซึ่งหมายถึง ปากน้ำ เป็นลักษณะเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตที่เป็นอ่าวขนาดเล็กและเป็นอ่าวแคบ รวมถึงอยู่ในเขตปากแม่น้ำด้วย ต่อมาในปี 1868 เมืองเอะโดะจึงถูกตั้งชื่อใหม่ว่า โตเกียว ซึ่งแปลว่า เมืองหลวงทางตะวันออก ในอดีตเมืองโตเกียว เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ มีผู้คนอยู่เพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงในแถบอ่าว หมู่บ้านชาวประมงนี้ชื่อว่า เอะโดะ และในช่วงปี 1457 ปราสาทเอะโดะได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ และได้ใช้เพื่ออาศัยของเหล่าโชกุนตลอดระยะเวลา 200 ปี ต่อมาปราสาทแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงถูกสร้างทดแทนและย้ายไปอยู่ที่พระราชวังหลวงจนถึงปัจจุบัน ต่อมาเมืองโตเกียวเริ่มมีการขยายเนื้อที่ในยุค โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ซึ่งเป็นยุคของโชกุน และกลายเป็นศูนย์กลางทางรัฐบาลทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จนกระทั่ง เมืองได้ขยายขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคเอะโดะ จนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ ต่อมาอำนาจการปกครองของโชกุนถูกล้มล้าง และทำให้อำนาจขององค์จักรพรรดิมีอำนาจอีกครั้ง จึงทำให้จักรพรรดิเมจิทรงย้ายมายังเมืองเอะโดะ และสถาปนาชื่อเมืองใหม่ว่า โตเกียว และขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี 1869 แทนเมืองเก่าอย่าง เกียวโต นอกจากนี้เมืองโตเกียวยังนำวัฒนธรรมตะวันตกมาพัฒนาเมือง อย่างเช่น ระบบการสื่อสารโดยใช้โทรเลข การบริการรถไฟโดยสาร ซึ่งเริ่มขึ้นราวปี […]